โทษของผู้แอบอ้างเป็นทนายความโดยไม่มีใบอนุญาต และช่องทางแจ้งเบาะแส

· 1 min read
โทษของผู้แอบอ้างเป็นทนายความโดยไม่มีใบอนุญาต และช่องทางแจ้งเบาะแส

การจ้างผู้ที่ไม่มี ใบอนุญาตทนายความ มาว่าความหรือแต่งฟ้องแทนเรา ไม่ได้จบแค่เรื่องผลลัพธ์ของคดีที่อาจเสียหาย แต่ยังเกี่ยวกับความผิดทางอาญาของผู้ที่แอบอ้างด้วย บทความนี้รวบรวมข้อห้ามและบทลงโทษตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 พร้อมเช็กลิสต์วิธีสังเกตและช่องทางแจ้งเบาะแสเมื่อพบคนแอบอ้างเป็นทนายความ โดยไม่ยืนยันผลคดีหรือให้คำแนะนำเฉพาะกรณี

ก่อนอื่นต้องรู้ว่าใครคือทนายความที่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อจะแยกได้ว่ากรณีใดคือการแอบอ้าง และเมื่อสงสัยควรเริ่มตรวจสอบจากจุดใดก่อนไปแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทนายความที่ชอบด้วยกฎหมายต้องมีลักษณะอย่างไร?

ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 4 ทนายความหมายถึงผู้ที่สภาทนายความได้รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความ ดังนั้นการเป็นทนายความจึงต้องมีทะเบียนและใบอนุญาตเป็นหลักฐาน ไม่ใช่แค่การแต่งตัวหรือพูดจาเหมือนทนาย หรือการบอกว่ามีประสบการณ์หลายคดี

ผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตจึงไม่ใช่ทนายความตามกฎหมาย แม้จะเรียนรู้กฎหมายมาบ้างหรือเคยทำงานในสำนักงานกฎหมายก็ตาม การจะทำหน้าที่ว่าความหรือจัดทำเอกสารทางคดีให้บุคคลอื่นจึงมีข้อจำกัดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน

คนที่ไม่มีใบอนุญาตทนายความว่าความแทนเราได้หรือไม่?

ไม่ได้ ตามมาตรา 33 ห้ามผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ที่ขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความ ทำการว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ อุทธรณ์ ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงเกี่ยวกับการพิจารณาคดีในศาลให้บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำตามหน้าที่ตามกฎหมาย

ข้อห้ามนี้ครอบคลุมงานที่เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาในศาลหลายประเภท ไม่ใช่เพียงการยืนว่าความหน้าศาลเท่านั้น การรับจัดทำคำฟ้องหรือคำให้การให้คู่ความจึงเข้าข่ายข้อห้ามนี้ด้วย หากผู้ทำไม่มีใบอนุญาตทนายความ

ผู้ฝ่าฝืนข้อห้ามนี้มีโทษตามกฎหมายอย่างไร?

ตามมาตรา 82 ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 33 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นโทษที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติทนายความโดยตรงสำหรับผู้ที่ทำการเป็นทนายความโดยไม่มีสิทธิ

โทษตามมาตราดังกล่าวเป็นโทษทางอาญา จึงไม่ใช่เรื่องที่จบด้วยการตกลงกันระหว่างคู่กรณีเท่านั้น หากพบการกระทำที่เข้าข่าย ผู้เสียหายสามารถรวบรวมหลักฐานและแจ้งความดำเนินคดีได้ตามขั้นตอนปกติ

นอกจากโทษตามกฎหมายทนายความ ยังมีฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องไหม?

ทนายความ

ในกรณีที่การแอบอ้างเป็นทนายความเป็นการหลอกลวงเอาเงินจากประชาชน อาจเข้าข่ายความผิดฐานอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ฉ้อโกงหรือปลอมเอกสาร แล้วแต่ข้อเท็จจริงของแต่ละเรื่อง การพิจารณาว่าเข้าข่ายฐานใดต้องดูข้อเท็จจริงและการกระทำเป็นรายกรณี

ดังนั้นเวลาพบว่ามีการแอบอ้างและมีเงินเกี่ยวข้อง ควรเก็บหลักฐานการชำระเงิน การติดต่อ และเอกสารทุกฉบับไว้ เพราะอาจต้องใช้ประกอบการแจ้งความและดำเนินคดีในหลายฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง

ถ้าคนที่เราจ้างไม่ได้เป็นทนายความจริง จะเกิดอะไรขึ้นกับคดี?

งานที่ทำโดยผู้ไม่มีสิทธิอาจมีปัญหาเรื่องความสมบูรณ์ของกระบวนพิจารณา และศาลอาจมีคำสั่งเกี่ยวกับเอกสารหรือการดำเนินคดีนั้น อีกทั้งคู่ความอาจเสียโอกาสในการต่อสู้คดีเพราะผู้จัดทำไม่มีอำนาจตามกฎหมาย และตัวผู้กระทำก็ต้องรับโทษตามมาตรา 82

ผลกับคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและดุลพินิจของศาล จึงไม่สามารถฟันธงล่วงหน้าได้ แต่ที่แน่ชัดคือความเสี่ยงทั้งในแง่คดีและในแง่ค่าใช้จ่ายที่อาจเรียกคืนได้ยากขึ้น

เราจะเช็กได้อย่างไรว่าคนที่คุยด้วยมีชื่อในทะเบียนทนายความ?

สภาทนายความมีแบบ ท.8 เป็นคำขอให้สำนักงานทะเบียนสภาทนายความตรวจสอบประวัติเฉพาะสถานะทะเบียนของทนายความ ทั้งของตนเองหรือของบุคคลอื่น ผลการตรวจจะระบุว่าเป็นทนายความประเภทสองปีหรือตลอดชีพ หรือไม่ปรากฏชื่อทางทะเบียน และไม่เคย เคย หรืออยู่ระหว่างถูกลงโทษคดีมรรยาททนายความ

การยื่นแบบ ท.8 มีค่าตรวจสอบประวัติฉบับละ 40 บาท ค่าจัดส่งเอกสารกลับแบบลงทะเบียน 50 บาท หรือ EMS 70 บาท และต้องแนบสำเนาใบอนุญาตหรือบัตรทนายความ หรือสำเนาบัตรประชาชนของผู้ยื่น กรณีมอบอำนาจต้องแนบหนังสือมอบอำนาจและสำเนาบัตรผู้รับมอบด้วย ดูขั้นตอนเพิ่มเติมได้ที่ เช็กรายชื่อทนายกับสภาทนายความ

ใบอนุญาตทนายความมีอายุเท่าไร และถ้าขาดต่ออายุจะเกิดอะไรขึ้น?

ตามมาตรา 39 ใบอนุญาตมีอายุสองปีนับแต่วันออก เว้นแต่ใบอนุญาตประเภทเสียค่าธรรมเนียมอัตราตลอดชีพให้มีอายุตลอดชีพ ผู้ถือใบอนุญาตสองปีที่จะทำการเป็นทนายความต่อต้องยื่นคำขอต่ออายุภายในเก้าสิบวันก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ

และตามมาตรา 40 ทนายความที่ขาดต่ออายุใบอนุญาตยังมีสิทธิได้รับการต่ออายุหากยื่นคำขอภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุและชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มร้อยละยี่สิบ หากพ้นกำหนดนี้ ตามมาตรา 44 ทนายความขาดจากการเป็นทนายความเมื่อขาดต่อใบอนุญาตตามมาตรา 39 วรรคสอง

คุณสมบัติของผู้ขอเป็นทนายความมีอะไรบ้างที่พอใช้สังเกตได้?

ตามมาตรา 35 ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตต้องมีคุณสมบัติ เช่น สัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์ตามที่กำหนดและเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา ไม่อยู่ระหว่างต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย และไม่เป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่มีเงินเดือนและตำแหน่งประจำ เว้นแต่ข้าราชการการเมือง

นอกจากนี้ ตามมาตรา 38 ผู้ที่ไม่เคยเป็นทนายความหรือไม่เคยดำรงตำแหน่งตามที่กฎหมายระบุ ต้องผ่านการฝึกอบรมมรรยาททนายความ หลักปฏิบัติเบื้องต้นในการว่าความ และการประกอบวิชาชีพทางกฎหมายก่อน เว้นแต่ผ่านการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี

ทนายความที่โฆษณาเกินจริงหรือประกาศค่าจ้างผิดมรรยาทหรือไม่?

ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 17 ห้ามทนายความประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นโฆษณาอัตราค่าจ้างว่าความ หรือแจ้งว่าไม่เรียกค่าจ้าง เว้นแต่การช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายที่ดำเนินการโดยสภาทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และห้ามโฆษณาชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง สำนักงาน ในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวน เว้นแต่แสดงตามสมควรโดยสุภาพ

หากพบการโฆษณาในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นเรื่องมรรยาทที่สามารถร้องเรียนต่อสภาทนายความได้ และโทษผิดมรรยาทตามมาตรา 52 มีสามสถาน คือ ภาคทัณฑ์ ห้ามทำการเป็นทนายความมีกำหนดไม่เกินสามปี หรือลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ โดยกรณีผิดเล็กน้อยครั้งแรกอาจงดโทษโดยว่ากล่าวตักเตือนหรือให้ทำทัณฑ์บน

เมื่อพบคนแอบอ้างเป็นทนายความ ต้องเตรียมอะไรและแจ้งที่ไหน?

เริ่มจากรวบรวมหลักฐานการติดต่อ ข้อความแชท เอกสารที่ได้รับ หลักฐานการโอนเงิน และข้อมูลระบุตัวบุคคลให้ครบถ้วน จากนั้นสามารถแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่ที่เกิดเหตุ เพื่อให้ดำเนินคดีตามมาตรา 33 และมาตรา 82 และสามารถร้องเรียนเรื่องมรรยาทต่อสภาทนายความได้หากผู้ถูกกล่าวอ้างเป็นทนายความหรืออ้างว่าสังกัดสำนักงานทนายความ

สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งอยู่เลขที่ 249 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ 10220 โทร 02-522-7124 ถึง 27 และ 02-522-7143 ถึง 47 และมีบริการปรึกษากฎหมายสายด่วน 1167 หากไม่แน่ใจขั้นตอน ควรขอคำแนะนำจากทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแอบอ้างเป็นทนายความ

ถ้าคนที่รับเงินไม่ได้เป็นทนายความจริง จะโดนข้อหาอะไรได้บ้าง?

เบื้องต้นเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 33 และมีโทษตามมาตรา 82 คือจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีพฤติการณ์หลอกเอาเงินอาจเข้าข่ายความผิดอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ฉ้อโกง แล้วแต่ข้อเท็จจริง การจะดำเนินคดีในฐานใดต้องพิจารณาพยานหลักฐานเป็นรายกรณี

แจ้งความกับร้องเรียนสภาทนายความ ต้องทำทั้งสองทางไหม?

ทำได้ทั้งสองทางเพราะเป็นคนละเป้าหมาย การแจ้งความเป็นเรื่องทางอาญาเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายทนายความและการหลอกลวง ขณะที่การร้องเรียนสภาทนายความเป็นเรื่องมรรยาทของสมาชิก ซึ่งมีโทษตามมาตรา 52 อยู่ที่ภาคทัณฑ์ ห้ามทำการเป็นทนายความไม่เกินสามปี หรือลบชื่อออกจากทะเบียน

การยื่นแบบ ท.8 ต้องแนบอะไรบ้าง?

ต้องแนบสำเนาใบอนุญาตหรือบัตรทนายความ หรือสำเนาบัตรประชาชนของผู้ยื่น กรณีมอบอำนาจต้องแนบหนังสือมอบอำนาจและสำเนาบัตรผู้รับมอบด้วย และมีค่าตรวจสอบประวัติฉบับละ 40 บาท ค่าจัดส่งเอกสารกลับแบบลงทะเบียน 50 บาท หรือ EMS 70 บาท

ถ้าทนายความที่จ้างไม่ยอมให้เลขใบอนุญาต ควรทำอย่างไร?

สามารถขอตรวจสอบสถานะทะเบียนผ่านแบบ ท.8 ได้ ซึ่งผลการตรวจจะระบุว่าเป็นทนายความประเภทสองปี ตลอดชีพ หรือไม่ปรากฏชื่อทางทะเบียน การได้รับความร่วมมือจากอีกฝ่ายเป็นเรื่องอำนวยความสะดวก แต่การตรวจสอบกับทะเบียนเป็นวิธีที่ยืนยันสถานะได้โดยตรงกว่า

ใบอนุญาตหมดอายุแล้วแต่ยังรับงานอยู่ ผิดกฎหมายไหม?

หากใบอนุญาตสิ้นอายุและไม่ได้รับการต่ออายุจนขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 การเข้าทำหน้าที่ว่าความหรือจัดทำเอกสารในศาลให้ผู้อื่นย่อมเข้าข่ายข้อห้ามตามมาตรา 33 และมีโทษตามมาตรา 82 เพราะถือว่าขณะนั้นไม่มีสิทธิทำการเป็นทนายความแล้ว

ทนายความที่ถูกกล่าวหามีสิทธิชี้แจงหรือไม่?

การพิจารณาเรื่องมรรยาทเป็นกระบวนการที่มีขั้นตอนและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงตามที่กฎหมายและข้อบังคับกำหนด โทษที่จะเกิดขึ้นจึงขึ้นอยู่กับผลการพิจารณาและข้อเท็จจริง โดยโทษตามมาตรา 52 มีสามระดับคือ ภาคทัณฑ์ ห้ามทำการเป็นทนายความไม่เกินสามปี หรือลบชื่อออกจากทะเบียน และกรณีผิดเล็กน้อยครั้งแรกอาจงดโทษโดยว่ากล่าวตักเตือนหรือให้ทำทัณฑ์บน

หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อให้รู้จักข้อห้ามและโทษตามกฎหมาย ไม่ใช่คำปรึกษาเฉพาะกรณี หากมีเรื่องที่ต้องดำเนินการจริง ควรปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของท่านโดยเฉพาะ